
120.5K
Downloads
433
Episodes
Prachatai Podcast
Episodes

20 minutes ago
20 minutes ago
46 min
หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต บางคนเชื่อว่ามันคือเครื่องหมายชัยชนะของระบบทุนนิยม มนุษย์สามัญที่ใช้ชีวิตบนโลกน่าจะรู้สึกรู้สาไปทางเดียวกันว่า คงต้องอยู่กับทุนนิยมไปชั่วชีวิตและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่คุณจะคิดอย่างไร เมื่อ Yanis Varoufakis เขียนหนังสือ ‘TECHNOFEUDALLISM WHAT KILLED CAPITALSM’ หรือชื่อไทยว่า ‘เทคโนศักดินา’ และประกาศว่าทุนนิยมตายแล้ว เพราะถูกพวกบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายสังหาร กวาดต้อนเข้าสู่ที่ดินคลาวด์ เรียกเก็บค่าเช่าที่ บรรดานายทุนที่แสวงหากำไรถูกกวาดต้อนเข้าสู่ร่มเงาคลาวด์กลายเป็นทุนสวามิภักดิ์ บ้างก็เป็นกรรมกรคลาวด์ และพวกเราส่วนใหญ่เป็นเพียงไพร่คลาวด์ที่ผลิตเนื้อหาให้แก่เทคโนศักดินาโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ การบอกว่าทุนนิยมตายแล้ว เป็นคำประกาศที่ใหญ่โตมาก เชื่อได้ว่าหลายคนไม่เห็นด้วย BookBar ชวนคุยกับนภนต์ ภุมมา จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้แปลร่วมของหนังสือเล่มนี้ แล้วค่อยตัดสินอีกทีว่าทุนนิยมตายแล้วหรือยัง? ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'

26 minutes ago
26 minutes ago
29 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง และ ทศพล นพสุวรรณชัย ชวนทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผ่านมุมมองแบบเควียร์ จากเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคตื่นทอง ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ชนชั้น และภูมิหลังหลั่งไหลเข้ามาหางานและสร้างชีวิตใหม่ จนเกิดวัฒนธรรมเมืองที่เปิดรับความแตกต่าง รวมถึง nightlife โรงละคร ผับและบาร์ ซึ่งค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สำคัญของคนที่อยู่นอกขนบทางเพศและสังคม โดยชวนอ่านหนังสือ Wide-Open Town: A History of Queer San Francisco to 1965 (2005) ของ Nan Alamilla Boyd ซึ่งย้อนประวัติศาสตร์พื้นที่เควียร์ของเมือง ตั้งแต่ความบันเทิงและการแต่งกายข้ามเพศในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงการเติบโตของวัฒนธรรมเกย์และเควียร์หลังทศวรรษ 1930 ผับบาร์อย่าง Black Cat ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ดื่ม แต่ยังเป็นพื้นที่พบปะของนักเขียน ศิลปิน โบฮีเมียน เกย์ และผู้คนที่ไม่เป็นไปตามขนบ จนมีส่วนสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับความหลากหลายของเมือง อีกเล่มคือ Who Needs Gay Bars? Bar-Hopping through America's Endangered LGBTQ+ Places (2023) ของ Greggor Mattson ซึ่งสำรวจว่า gay bar และ lesbian bar ยังมีความหมายอย่างไรในยุคที่ LGBTQ+ สามารถพบปะกันได้ในพื้นที่อื่นมากขึ้น ในกรณีซานฟรานซิสโก หนังสือพาไปดู Wild Side West และคำถามเรื่องอนาคตของ lesbian bar เมื่อการเปิดพื้นที่ให้ครอบคลุม LGBTQ+ และ ally มากขึ้นนำมาสู่ความย้อนแย้งว่า ความ inclusive จะช่วยรักษาชุมชน หรือกลับทำให้การมองเห็นตัวตนเฉพาะของเลสเบี้ยนค่อย ๆ เจือจางลง ขณะเดียวกัน เรื่องของผับ The Stud ชวนมองอีกด้านของการรักษาพื้นที่เควียร์ท่ามกลางค่าเช่าที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของย่าน SoMa และวิกฤตโควิด-19 แม้พนักงานจะรวมตัวเป็น The Stud Collective และพยายามประคับประคองพื้นที่ไว้ แต่ตัวอาคารเดิมก็ไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ชุมชน ความทรงจำ และเครือข่ายของผู้คนไม่ได้หายไปพร้อมกับสถานที่ จึงนำไปสู่คำถามชวนคิดว่า พื้นที่เควียร์ ชุมชน LGBTQ+ จำเป็นต้องมีสถานที่กายภาพหรือไม่ และจะรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้การเปิดรับความหลากหลายกลายเป็นการทำให้ตัวตนของชุมชนนั้นเลือนหายไป ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #Sanfrancisco

Oct 5, 2026
Oct 5, 2026
25 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ “The Trap That is Thailand’s Legacy of Diplomatic Success” ของ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ เผยแพร่โดย ISEAS – Yusof Ishak Institute เมื่อ 8 กันยายน 2026 ซึ่งตั้งคำถามต่อแนวคิด “การทูตไผ่ลู่ลม” (Bamboo Diplomacy) ที่มักถูกอธิบายว่าเป็นจุดแข็งของนโยบายต่างประเทศไทย ทั้งความยืดหยุ่น การปรับตัวตามดุลอำนาจ และการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย ผู้เขียนเสนอว่า ความสำเร็จทางการทูตในอดีตอาจไม่ได้เป็นเพียงบทเรียน หากยังกลายเป็นกรอบความคิดที่จำกัดทางเลือกของไทยในปัจจุบันด้วย บทความย้อนดูความทรงจำสำคัญสองชุด ได้แก่ การที่สยามหลีกเลี่ยงการตกเป็นอาณานิคม และ การเอาตัวรอดจากผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งภายหลังถูกนำมาอธิบายว่า ไทยรักษาอธิปไตยได้เพราะรู้จักโอนอ่อน ปรับตัว และไม่ผูกมัดตนเองกับฝ่ายใดอย่างแข็งตัว เมื่อเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำ จึงค่อย ๆ กลายเป็น schema และ script ว่า “ความยืดหยุ่น” คือวิธีดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เหมาะสม ขณะที่การกำหนดจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนอาจถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงมากกว่า แต่ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน เข้มข้นขึ้น ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์อาจมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะหุ้นส่วนต่างประเทศให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความคาดการณ์ได้ และความชัดเจนของทิศทางมากขึ้น ประเด็นของบทความจึงไม่ใช่การเสนอว่าไทยต้อง “เลือกข้าง” สหรัฐฯ หรือจีน แต่ตั้งคำถามว่า ความยืดหยุ่นควรอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหรือไม่ และ “ไม่เลือกข้าง” จำเป็นต้องหมายถึง “ไม่มีจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์” หรือเปล่า ในช่วงท้ายรายการ ชวนเปรียบเทียบกับความทรงจำทางเลือกในนโยบายต่างประเทศ เช่น แนวคิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ในรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ และ economic diplomacy ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต่างพยายามให้ไทยเป็นฝ่ายกำหนดสภาพแวดล้อมภายนอกผ่านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น แต่กลับไม่ได้กลายเป็น “บทเรียนของรัฐไทย” ที่ทรงอิทธิพลเท่ากับ Bamboo Diplomacy บทความจึงทิ้งคำถามสำคัญว่า ในโลกที่เงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป สิ่งที่ไทยจดจำว่าเคยทำให้ประเทศอยู่รอด ยังเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับปัจจุบันหรือกำลังกลายเป็นกรอบที่ทำให้เรามองเห็นทางเลือกอื่นน้อยลง ทั้งนี้ ผู้เขียนเองระบุว่านี่เป็นข้อเสนอเชิงทฤษฎีที่ยังต้องการหลักฐานและการศึกษาเชิงระบบเพิ่มเติมเพื่อทดสอบสมมติฐานดังกล่าว

Sep 28, 2026
Sep 28, 2026
25 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ “การส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เขตจังหวัดพัทลุง ตรัง และสตูล ผ่านวารสาร ‘ตะวันแดง’ พ.ศ. 2520–2525” ของ ธัญญพร มากคง ตีพิมพ์ใน วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม–ธันวาคม 2567 อ่านบทความ [https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/270951] ซึ่งชวนมองประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) “จากเบื้องล่าง” ผ่านประสบการณ์ของผู้หญิงและสื่อภายในขบวนการ มากกว่าการมองผ่านผู้นำส่วนกลาง สงคราม หรือความมั่นคงเพียงอย่างเดียว
บทความศึกษาวารสาร “ตะวันแดง” สิ่งพิมพ์ของ พคท. ในเขตพัทลุง ตรัง และสตูล ระหว่าง พ.ศ. 2520–2525 โดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่าง สหายหญิงนักศึกษาปัญญาชน ที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 กับ สหายหญิงท้องถิ่น ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิตและการทำงานในชนบทภาคใต้ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ทักษะการดำรงชีวิตในป่า ไปจนถึงความรู้ทางการเมือง วิชาการ และประสบการณ์การเคลื่อนไหวสิทธิสตรี ผู้เขียนจึงมองความสัมพันธ์นี้เป็นการเรียนรู้แบบ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” มากกว่าการถ่ายทอดความรู้ทางเดียวจากปัญญาชนสู่ชาวบ้าน
ขณะเดียวกัน สหายหญิงท้องถิ่นยังเผชิญภาวะ “ชายขอบสามชั้น” (Triple Marginalization) ทั้งจากประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก เรื่องเล่าภายใน พคท. ที่มักเน้นผู้นำและสหายชาย และโครงสร้างชายเป็นใหญ่ในสังคมท้องถิ่น ทำให้วารสาร ตะวันแดง มีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่พูดถึงปัญหาของผู้หญิง โดยเฉพาะคอลัมน์ “คุยกับพิมพยอม” ซึ่งนำเสนอเรื่องการบังคับแต่งงาน การถูกหลอก ความรุนแรงทางเพศ การทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุ หนี้สิน และค่านิยมการแต่งงาน
งานศึกษายังชี้ว่า เนื้อหาเรื่องผู้หญิงใน ตะวันแดง ไม่ได้มาจากนโยบายส่วนกลางของ พคท. เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับความคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายและขบวนการนักศึกษาหญิงก่อน 6 ตุลาคม 2519 ขณะเดียวกัน สหายหญิงท้องถิ่นก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ หากยังมีส่วนร่วมส่งบทกวีและงานเขียนเข้าสู่วารสาร เกิดเป็นกระบวนการผลิตความรู้ร่วมกันที่ผู้เขียนเรียกว่า “ปฏิสัมพันธ์ทางชนชั้นของสหายหญิงใน พคท.” #หมายเหตุประเพทไทย

Sep 25, 2026
Sep 25, 2026
1 hr 13 min
การชุมนุมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563-2564 เป็นเหตุการณ์ที่ทรงพลัง ถูกตัดจบด้วยโควิด-19 และถึงตอนนี้ยังต้องสร้างพื้นที่ความทรงจำของตนเองให้คมชัด...ซึ่งคงต้องอาศัยเวลาพอสมควร
ประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้น ณ เวลานั้นจวบจนเวลานี้คือความแตกต่างระหว่างรุ่นที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ความบาดหมาง และการเหมารวม
#BookBar ตอนนี้ เราชวน กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้เขียน ‘ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรุ่นและการคลี่คลายตัวหลังการชุมนุม ปี 2563–2564’ ที่จะพาเราไปทำความเข้าใจคน 4 รุ่นซึ่งมีเฉดความคิด จินตนาการต่อประเทศใกล้-ไกลต่างกันไป
การสนทนายังพาเราไปแตะกลุ่มเจนอัลฟาอีกนิดหน่อย พอให้เห็นความหวังและอุปสรรค คำถามและความท้าทาย ที่สังคมควรช่วยกันถามและหาคำตอบ เราเชื่อว่านี่เป็นอีกหนึ่งตอนที่เข้มข้นพอสมควรสำหรับคอการเมือง
ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'

Sep 25, 2026
Sep 25, 2026
44 min
ด้วยจารีตและศาสนา ‘เธอ’ ติดอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่ผู้ชายเป็นผู้กำหนดอย่างไม่อาจสลัดหลุด แต่ ‘เธอ’ ก็ดื้อดึงและขัดขืนเพื่อเป็นอิสระ แม้ต้องแลกกับคำถามต่อภาวะดี-เลวของตนเอง กระทั่งมันร้าวรานจากหัวใจถึงปีกที่ ‘เธอ’ ใช้บินออกไปแสวงอิสรภาพ
#BookBar อีพีนี้ พาไปสนทนากับนักเขียนหน้าใหม่ ‘บุหงามารีย์’ และผลงานเล่มแรก ‘ผีเสื้อปีกร้าว’ (Memoir of a Broken Bitch) จากการเติบโต เจ็บปวด และคลี่คลายของผู้เขียน เหมือนหนอนผีเสื้อที่ผ่านเข้าสู่ระยะดักแด้ก่อนสยายปีกโบยบิน
‘เธอ’ ไม่ว่าปีกจะร้าวแค่ไหน ก็ไม่ต้องการสลัดปีกทิ้ง ยินดีที่จะอยู่กับปีกร้าวๆ ต่อไป ทำไม? คำตอบอยู่ในบทสนทนาต่อจากนี้

Sep 25, 2026
Sep 25, 2026
43 min
ในปี 2569 ยุคสมัยที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีงานเฉลิมฉลองเดือนไพรด์จัดกันในหลายจังหวัด สื่อต่างๆ ทำให้ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมีมากขึ้น คนเราเริ่มเข้าใจสิ่งที่ตัวเองเป็นและสิ่งที่คนอื่นเป็นว่าเพศมีมากกว่าคำนำหน้านามบนเอกสาร
แต่สำหรับคนหูหนวกที่เป็น LGBTQ+ สถานการณ์อาจไม่ได้ขยับไปไหน พวกเขายังเผชิญอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ๆ การเข้าไม่ถึงการศึกษา ถูกปฏิเสธไม่รับเข้าทำงาน ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนคนหูหนวกเอง ไปจนถึงคำศัพท์ภาษามือไทยที่ยังตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนเพศหลากหลายไม่มีคำที่ตรงใจไว้ใช้เรียกตัวเอง
ประชาไทคุยกับ นับดาว องค์อภิชาติ ผู้อำนวยการกองประกวด Miss and Mr Deaf Thailand และประธานมูลนิธินับดาวเพื่อคนหูหนวกและสังคมประเทศไทย เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่คนหูหนวก LGBTQ+ ต้องเจอ โดยมี วีรชิต ประสิทธิไกร เป็นล่ามภาษามือระหว่างการพูดคุย

Sep 25, 2026
Sep 25, 2026
41 min
ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก และยังถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการค้ามนุษย์ที่ป้อนคนเข้าสู่การถูกบังคับใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นฐานสแกมเมอร์หรือสถานการณ์อื่นๆ ที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หลากหลายสัญชาติ
แต่ถึงกระบวนการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจะมีการดำเนินงานด้วยแนวทางการให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง แต่คนแต่ละเพศก็มีความเปราะบางที่ต่างกัน ทำให้เห็นว่ายังขาดการนำมิติทางเพศเข้าไปปรับใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ส่งผลให้คนแต่ละเพศเข้าสู่ความยุติธรรมได้ยากง่ายไม่เท่ากัน โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มูลนิธิไอเจเอ็ม (International Justice Mission) ได้เปิดตัวรายงานชื่อ “การศึกษาเรื่องความเสมอภาคและความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพในงานต่อต้านแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์” (Mainstreaming Gender Sensitive Approches to Address Forced Labor and Trafficking in Persons) เกี่ยวกับมิติด้านเพศสภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและการทำงานด้านบังคับใช้แรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างกลไกการช่วยเหลือคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรมสำหรับแรงงานข้ามชาติที่เปราะบาง
ประชาไทคุยกับ วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย นักวิจัยอิสระที่ทำงานในประเด็นแรงงานข้ามชาติ หนึ่งในผู้วิจัยที่ทำรายงานฉบับดังกล่าวเกี่ยวกับข้อค้นพบและประสบการณ์ภาคสนามระหว่างการทำวิจัย และความก้าวหน้าในการนำมิติทางเพศสภาพมาปรับใช้ในกระบวนการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการถูกบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์

Sep 21, 2026
Sep 21, 2026
38 min
หมายเหตุประเพทไทย [Live] EP นี้ ชวนอ่านงานวิจัย “Representation of prostitutes in Thai songs, 2019–2024” (2025) โดย Chutacaphat Rattanaphan, Kawinsara Sudjai และ Kritsada Kantichol ซึ่งวิเคราะห์เพลงไทย 8 เพลงระหว่างปี 2562–2567 เพื่อสำรวจว่าเพลงสร้างภาพ “ผู้หญิงขายบริการ” อย่างไร ตั้งแต่ภาพของเหยื่อความยากจน ผู้ถูกตีตรา และสินค้าทางเพศ ไปจนถึงผู้หญิงที่สามารถต่อรอง ต่อต้าน และช่วงชิงความหมายของตัวเองกลับคืน ท่ามกลางการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิและการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับงานบริการทางเพศในสังคมไทย
งานศึกษาชิ้นคือ “Prostitution in Thailand: Representations in Fiction and Narrative Non-Fiction” (2015) ของ Lisa Lines ซึ่งศึกษาว่านักเขียนตะวันตกสร้างภาพผู้หญิงไทยที่ทำงานค้าบริการทางเพศอย่างไร ผ่านนิยายและสารคดีเชิงเรื่องเล่า โดยพบว่านิยายมีแนวโน้มทำให้การค้าบริการทางเพศดูโรแมนติก ลดทอนปัญหาการแสวงประโยชน์ และสร้างภาพผู้หญิงไทยผ่าน stereotype มากกว่า ขณะที่งาน non-fiction ให้ภาพที่ซับซ้อนและมีมิติมากกว่า
ภาพเหมารวมสำคัญมีทั้ง “Femme Fatale” ผู้หญิงสวย เซ็กซี่ เจ้าเล่ห์ เห็นแก่เงิน และหลอกผู้ชายตะวันตก กับ “Cinderella” ผู้หญิงยากจน เปราะบาง ไร้อำนาจ และรอชายต่างชาติผู้ร่ำรวยมาช่วยชีวิต แม้สองภาพจะดูตรงข้ามกัน แต่ต่างก็ลดทอนผู้หญิงให้เหลือเป็นตัวละครในจินตนาการของผู้ชายตะวันตก มากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตและความคิดซับซ้อน
เมื่อพิจารณางานศึกษาทั้งสอง ทำให้เกิดคำถามว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการสร้างความหมายของ “ผู้ให้บริการทางเพศ” จากภาพผู้หญิงไทยในสายตาตะวันตก มาถึงเพลงไทยร่วมสมัยที่ยังคงมีทั้งภาพเหยื่อ ความจน การเป็นสินค้า และตราบาป แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มมีพื้นที่ให้ผู้หญิงต่อรอง ต่อต้าน และนิยามตัวเองมากขึ้น ทั้งหมดนี้ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย

Sep 21, 2026
Sep 21, 2026
23 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และ ชานันท์ ยอดหงษ์ แนะนำบทความ “‘พรานเบ็ดผ้าเหลือง’: มายาคติ ความหลง และสมณศักดิ์ที่ครอบงำ—การวิเคราะห์วิกฤตศรัทธาในสถาบันสงฆ์ไทย” โดย กฤต พิริยธัชกุล วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เผยแพร่ใน วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม–สิงหาคม 2569) ซึ่งศึกษาวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันสงฆ์ไทย ผ่านโครงสร้างสมณศักดิ์ ระบบทุนทางศาสนา และปัจจัยเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของคณะสงฆ์ในยุคร่วมสมัย
ข้อค้นพบสำคัญของงานคือมโนทัศน์ “พรานเบ็ดผ้าเหลือง” หรือการใช้ผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือดึงดูดศรัทธาและทุน ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำความศักดิ์สิทธิ์ 4 ระดับ ได้แก่ การใช้วาทกรรมยกย่องตำแหน่งมากกว่าการปฏิบัติ การแปรสมณศักดิ์เป็นเครื่องผลิตทุน การใช้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณแทนคุณภาพทางธรรม และการดัดแปลงหลักธรรมให้กลายเป็นสินค้า ขณะเดียวกัน วิกฤตศรัทธายังเกิดจาก “วงจรอุบาทว์” ที่เชื่อมโยงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเข้าด้วยกัน
บทความยังวิพากษ์การเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารทางศาสนา จากการถ่ายทอดธรรมะไปสู่การประชาสัมพันธ์เพื่อธำรงสถานะ การสร้างภาพลักษณ์ และการสร้างตราสินค้าทางศาสนา รวมถึงการใช้วาทกรรมบางแบบเพื่อปิดกั้นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจภายในคณะสงฆ์
โดยงานวิจัยเสนอว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงความบกพร่องของพระสงฆ์เป็นรายบุคคล แต่เป็น วิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่ต้องอาศัยการปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดตั้งกลไกตรวจสอบอิสระ การปฏิรูประบบสมณศักดิ์ การจัดการทรัพย์สินอย่างโปร่งใส การบริหารวัดในฐานะองค์กรสาธารณะ การรื้อมายาคติเรื่อง “ห้ามแตะต้องศาสนา” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษาของพระสงฆ์ เพื่อรับมือกับวิกฤตศรัทธาที่กำลังเกิดขึ้นในสถาบันสงฆ์ไทยร่วมสมัย #หมายเหตุประเพทไทย #คณะสงฆ์
